dialogue and ship image
บทสนทนา 2

8 เหตุผลสำคัญที่บทสนทนา (Dialogue) จะขาดไม่ได้

บทสนนาจะโดนปังใจผู้อ่านจนไม่สามารถจะวางหนังสือลงไปได้นั้นไม่ยากถ้ามี 8 เหตุผลนี้มารองรับ

ก็ห่างหายกันไปนานพอสมควรเลยนะครับคุณผู้อ่าน นั่นก็เป็นเพราะว่าภารกิจเป็นอุปสรรคใหญ่ ที่ทำให้เป็นอย่างนั้น ซึ่งนับเป็นเรื่องธรรมดาในยามที่บ้านเมืองมีสภาพแบบนี้ มันทำให้พวกเราได้รับความยากลำบากกันทั่วหน้า ต้องมาหากินตัวเป็นเกลียวเพื่อให้อยู่รอดได้

แต่ถึงอย่างไรเราก็ได้มาพบกันได้อยู่แล้ว และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาว่ากันต่อด้วยเรื่องการเขียนนิยายของเรากันเลย

เรื่องที่ผมจะหยิบขึ้นมากล่าวถึงอีกครั้งหนึ่งในวันนี้คือเรื่องของบทสนทนา

ในนิยายนั้นบทสนทนานับเป็นหน้าตา หรือเป็นด่านแรกที่ผู้อ่านจะมองเห็น และตรวจสอบ เพราะบทสนทนาจะมีสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้เราได้ผิดพลาดง่ายมาก จึงเป็นเหมือนปรอทชั้นดีที่จะวัดอุณหภูมิความสามารถของผู้เขียนว่า อยู่ในระดับไหน แม้ว่าการบรรยยาย สำนวนการใช้ภาษา หรือวิธีการนำเสนอด้านอื่นๆ ของเราจะดีก็คงจะไม่เกิดประโยชน์อันใด ถ้าผู้อ่านไม่อ่านต่อแล้ว ด้วยไดอะล็อกแย่

การเขียนไดอะล็อกให้ปัง จนโดนใจผู้อ่าน จึงน่าจะเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง ของนักเขียนนิยาย

วันนี้เราจะมาสำรวจกันดูว่าเหตุผลเหล่านั้นมีอะไรบ้าง

เหตุผล 8 ประการสำคัญที่จะมารองรับบทสนาให้ปังโดนใจผู้อ่านมีดังนี้คือ

มีความเกินจริง

1. บทสนทนาจะปังได้มักจะต้องเป็นอะไร ที่เว่อร์วังอลังการณ์งานสร้างมากกว่าความเป็นจริงอยู่เสมอเช่น "ทีนี้ดูประกายในตัวเธอซิ เจิดจรัสยังกับเหรียญที่ออกใหม่เชียว" (ไททานิค)

เราจะเห็นได้ว่าบทสนทนาในนิยายนั้นมีข้อสังเกตอยู่ว่า มักจะเป็นคำพูดที่ดูเท่ดูรุ่มรวยเป็นคำพูดคูลคูล โดยเฉพาะยิ่งถ้าเป็นคำพูดของตัวละครสำคัญ จะให้ปังแบบจังหนับต้องเป็นคำพูดชนิดที่เรียกว่า "ธรรมดาโลกไม่จำ"

ตามความเป็นจริงในการเขียนนิยายจะมี dialogue ที่เรียกกันว่าบทสนทนาที่เหนือจริง Melodramatic อยู่ และนักเขียนชื่อดังก็มักจะใช้บทสนทนาประเภทนี้ได้ดีเสียด้วย ก็คงไม่ผิดถ้าเราจะศึกษาเอาไว้บ้าง แม้เราจะไม่จำเป็นต้องใช้ก็ตาม

มีเอกลักษณ์

2. เป็นคำพูดที่เป็นเอกลักษณ์อย่างเช่น "คนนะไม่ใช่แมวหรือกษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ" ด้วยวิธีนี้เราจะต้องสร้างตัวละครให้สอดคล้องกับคำพูด แล้วก็คอยหาโอกาศที่เหมาะสมให้ตัวละครของเราได้พูดบ่อยๆ ซ้ำๆ เข้าไปให้ผู้อ่านได้จดจำ

เป็นเฟืองสำคัญของเรื่อง

3. บทสนทนาที่ปังนอกจากจะมีความหมายลึกซึ้งกินใจแล้วจะต้องเป็นเหมือนเฟืองสำคัญที่จะคอยช่วยขับเคลื่อนให้เรื่องดำเนินไปข้างหน้าคือ เป็นคำพูดที่จะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดของเรื่อง พาผู้อ่านเข้าลึกไปในเนื้อเรื่อง นำพาให้เข้าใจเรื่องมากขึ้น และเห็นมิติของตัวละครมากขึ้น

มีข้อมูล

4. ให้ข้อมูลที่จำเป็นของนิยาย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของตัวละคร เช่นชื่อเสียงเรียงนาม น้ำหนัก ส่วนสูง นิสัยใจคอ หรืออาจจะเป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับพล็อตเรื่องก็ได้

เป็นการโชว์

5. ตามความเป็นจริงนิยายก็คือภาพยนตร์ หรือละครวิทยุฉบับกระเป๋า จริงอยู่ภาพยนตร์จะนำนิยายมาสร้าง แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า นิยายมีแบบแผนให้นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ได้ จึงไม่ผิดถ้าเราจะบอกว่า นิยายก็คือภาพยนตร์ในรูปแบบของตัวอักษร หมายความว่านิยายเป็นการโชว์ให้สัมผัสรับรู้ได้ด้วยประสาททั้ง 6 ดังนั้นบทสนทนาจะปังได้จะต้องเป็นเหมือนการแสดงหรือโชว์ ไม่ใช่การบอกเล่า เพื่อสนับสนุนให้นิยายมีความสมบูรณ์ เช่น "แดงฉันโกรธนายมากนะ" ดำว่า แบบนี้เป็นบอกเล่า

"แดงฉันจะไม่ยอมอดทนกับนิสัยแย่ๆ ของนายอีกแล้วนะ" ดำว่า แบบนี้เป็นโชว์หรือสนับสนุนการแสดงคือ

ลำพังคำพูดของตัวละครนั้นแม้จะสมบูรณ์แค่ไหนก็คงจะไม่สามารถโชว์ได้ การโชว์จะต้องใช้ทั้งชุดของ "บทสนทนา" ซึ่งประกอบด้วย

        5.1 คำสนทนา ซึ่งสามารถแบ่งย่อยลงไปได้อีกเป็นพูดกับตัวเอง เพราะตัวละครในนิยายจะแตกต่างไปจากคนธรรมดาอยู่บ้างคือสามารถบอกความคิดของตัวเองได้ ทั้งนี้เพราะในนิยายมีวิธีการเดินเรื่องหรือเล่าเรื่อง ที่เรียกว่าความคิดคำนึง และภาพสะท้อนย้อนกลับของตัวละครที่เป็นเหมือนภาคบังคับให้ตัวละครต้องพูดกับตัวเองได้ เป็นเครื่องมือให้นักเขียนได้แต่งนิยายออกมาให้ครบถ้วนบริบูรณ์ที่สุดอยู่ด้วย

ส่วนคำสนทนาอีกอย่างก็จะพูดโต้ตอบกันไปมาคล้ายๆ กับในชีวิตจริงของคนเรา

       5.2 การแสดงหรือการกระทำ (Action) เล่าถึงอากัปกิริยาที่เกิดขึ้นกับตัวละคร

       5.3 การเล่าถึงการกระทำหรือบรรยายการกระทำของตัวละคร

เพื่อให้มองภาพออกว่า ประโยคบอกเล่า กับประโยคที่เอื้อต่อแอ็คชั่น แตกต่างกันอย่างไร จึงขอยกตัวอย่างชุดของบทสนทนาทั้งชุดมาดังนี้คือ

"ฮึ่ม! ฉันไม่เคยโกรธใครแบบนี้มาก่อนเลย" ดำคิด

เป็นการเปิดโชว์ เกริ่นนำ เน้นย้ำ การกระทำด้วยบทสนทนากับตัวเองหรือความคิดคำนึงของตัวละคร

ตามด้วยบทบรรยายให้เห็นถึงแอ็คชั่นของตัวละคร

ตาของเขาที่จ้องเขม็งอยู่ที่ตาของคู่กรณีนั้น ลุกโพลงเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ กรามของเขาถูกบดขยี้จนได้ยินเสียงดังกรอดๆ เล็ดลอดออกมาอย่างชัดเจน

จึงค่อยใส่ประโยคสนทนาเข้าไป

"แดงฉันจะไม่ยอมอดทนกับนิสัยแย่ๆ ของนายอีกแล้วนะ" ดำว่า

หลังจากนั้นก็เติมบทบรรยายการกระทำของตัวละครเข้าไปอีกเพื่อให้งานโชว์สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เขามองเห็นช้างเท่าหมู ย่างสามขุมเข้าไปหาไอ้ตัวแสบหมายขย้ำให้ยับคามือ

แต่ถ้าเรานำประโยค "แดงฉันโกรธนายมากนะ" ดำว่า เข้าไปแทน เราก็จะไม่สามารถใส่การแสดงและบทบรรยายการแสดงของต้วละครเพิ่มเติมเข้าไปได้อีก เพราะเป็นประโยคบอกเล่า ที่บอกความคิดรวบยอดไปหมดแล้ว

ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและความเป็นตัวตนของตัวละครออกมาได้อย่างชัดเจน

6. สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด และสะท้อนตัวตน ของตัวละครออกมา หรือเป็นบทพูดที่คอยบันดาลให้ตัวละครมีชีวิต

มีจุดสมดุลเหมาะสมลงตัว

7. คือไม่ได้มีคำสนทนายาวเป็นแถวยาวเหยียดเต็มไปหมด โดยไม่มีอย่างอื่นมาคอยคั่นกลางเลย จนดูเหมือนว่านิยายของเรามีแต่เสียงพูดคุย โต้ตอบกันไปมาโล้งโล้งดังลั่นไปตลอดทั้งเรื่อง แต่ก็ไม่ถึงกับปล่อยให้มีแต่บทบรรยายจนเงียบกริบไปตลอดทั้งเรื่องเช่นกัน คือให้ทุกสิ่งทุกอย่างเลื่อนไหลไม่สะดุด ไม่มีบทสนาหรือบทบรรยายที่มากจนเกินงาม

ไม่เป็นปาฐกถา

8. คือเป็นคำพูดที่ยาวเหยียดเป็นพระเทศน์ หรือเป็นคำกล่าวสุนทรพจน์ แม้แต่คำพูดขของหัวหน้างาน หรือนายจ้างก็ไม่ควรจะยาวยืดไป แบบไม่มีใครมาคอยขัดคอเลย

สรุป

ถ้าเราหมายมั่นปั้นมือว่าจะให้บทสนทนาในนิยายของเราโดนปังใจผู้อ่าน จะขาดไปจากเหตุผล 8 ประการกลุ่มนี้ มารองรับไม่ได้ เหตุผลเหล่านั้นมีดังนี้

1.มีความเกินจริง 2. มีความเป็นเอกลักษณ์ 3.เป็นดั่งฟันเฟืองของเรื่อง 4. ให้ข้อมูลของเรื่อง 5. เป็นรายการโชว์ 6. สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ออกมาได้อย่างหมดจด 7. มีสมดุล 8. ไม่เป็นปาฐกถา

พบกันอีกครั้งในบทต่อไปครับ