light and sea image
แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

เมื่อครั้งที่เราค้นพบทีมหมูป่าทั้ง 13 ชีวิตที่เนินนมสาว คำที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ คือคำว่า แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

ความหมายก็คืออีกหนึ่งความหวังที่น่าจะนำทีมหมูป่าออกมาได้คืออุโมงค์ด้านบนของเขาขุนน้ำนางนอนที่ทีมกู้ภัยกำลังค้นหาอยู่อย่างขะมักเขม้น

ทีมหมูป่าทั้ง 13 ชีวิตนั้นพบแล้ว แต่หนทางที่จะนำพวกเขาออกมานั้นยังมืดมน

ทางออกเต็มไปด้วยน้ำท่วมสูงไหลเชี่ยวกราก ทำให้เราไม่สามารถนำพวกเขาออกมาได้ ช่างไม่ได้แตกต่างไปจากพวกเราตอนนี้ที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนดี เราจะหาเรื่องจากไหนมาเขียนหรือจะหาแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ จากที่ไหนมาจุดประกายฝันให้กับตัวเอง

เราจะหาไอเดียดีๆ มาสร้างสรรค์งานเขียน ของเราได้อย่างไร?

ตามความเป็นจริงแล้ว คำที่ว่า แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หรืออีกหนึ่งความหวังที่เรามีอยู่ จากอุโมงค์ด้านบนของเขาขุนน้ำนางนอน ที่เรามุ่งหวังเป็นหนักหนานั้น จะมีอยู่จริงหรือไม่?

ซึ่งถ้าไม่มีก็เท่ากับว่าการรอคอยของเราเป็นหมัน เรามารอเก้อ และเสียเวลาไป โดยเปล่าประโยชน์

เมื่อหันมามองรอบตัว ถ้าเราไม่สามารถหาจุดเริ่มต้นมาเขียนได้ก็จะคล้ายๆ กับการเฝ้ารอคอยแสงสว่างจากปลายอุโมงค์

เคยมีคำพูดที่เราได้ยินได้ฟังมานานแล้วว่าประกายความคิดในการเขียนนิยายมีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง นั่นเป็นคำพูดของนักเขียนมืออาชีพ ที่ไม่ค่อยมีปัญหาในการหาเรื่องมาเขียนมากนัก แต่สำหรับพวกเราที่เพิ่งหัดเขียนละ เราจะเริ่มที่ตรงไหน และหาไอเดียดีๆ นั้นมาได้อย่างไร?

อย่ากระนั้นเลย ในวันนี้ผมจะพาคุณผู้อ่านมาค้นหาแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่ว่านั้นมาจุดประกายฝันให้กับตัวเอง เผื่อว่าเราจะได้ไอเดียใหม่ๆ มาเป็นจุดเริ่มต้นในการเขียนนิยาย

เอาละหลังจากที่เราได้นอนฟังเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเองมานาน จนสามารถตัดสินใจแล้วว่าการเขียนนิยายเป็นคำตอบสุดท้าย ที่เราเลือกแน่นอนแล้วว่าเป็นสิ่งที่เราชอบ เป็นสิ่งที่เราปรารถนาจะให้มีจะให้เป็นขึ้นมาให้ได้ เราจะมาหาจุดเริ่มต้นเพื่อที่จะนำมาแตกประกายความฝันของเรากัน

ประกายฝันของเราอยู่ที่ไหนบ้าง?

ก่อนอื่นเลยให้เราเป็นนักฟังที่ดี โดยไม่เลือกว่าคนที่เขามาพูดคุยกับเรานั้นจะเป็นใคร อาจจะเป็นเด็ก 3 ขวบ เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง คนงาน พ่อค้า แม่ค้า ขอทาน คนจรจัด เพราะพวกเขาเหล่านั้นล้วนมีความคิดดีๆ มีเรื่องราวดีๆ ที่เราจะนำมาจุดประกายแห่งฝันให้กับเราได้ทั้งนั้น

เพลงตังเกของ พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ได้มาจากการที่เขาได้พูดคุยกับตังเกคนบ้านเดียวกันรายหนึ่ง ที่ตลาดมหาชัย

เรื่องราวดีๆ บางครั้งก็มีอยู่ในหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ ในพ็อกเก็ตบุ๊ค ที่เขียนถึงเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เรื่องตลก เรื่องทั่วไป ตำราการเกษตร ตำราทำกับข้าว ล้วนแต่เป็นเรื่องราวที่จะมาจุดประกายความฝันให้กับเราได้ พูดง่ายๆ ก็คือให้เราอ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า หรือเป็นหนอนหนังสือที่ดีนั่นเอง

นอกจากสื่อสิ่งพิมพ์แล้ว สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ ก็ล้วนมีข้อมูลดีๆ ที่จะสามารถจุดประกายความฝันของเราให้บรรเจิดได้ เพราะนอกจากจะเสนอข่าว สารคดี เรื่องทั่วไป ละคร แล้วเรายังสามารถที่จะรับชมภาพยนต์ได้ด้วย

เพลงห่อหมกฮวกไปฝากป้า ของ เต้ ตระกูลตอ ที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้ เกิดจากที่เขาไปขายโรตีสายไหมกับพ่อ ขณะนั้นเองพวกเขาก็ได้ยินเสียงเพลง คำว่าฮักกันกันมันเหี่ยถิ่มใส ที่ร้องโดย มนต์แคน แก่นคูน พ่อของเขาจึงถามว่า "เพลงนี้ชื่อว่าเพลงอะไร? " เขาจึงได้ตอบพ่อว่า "ห่อหมกฮวกไปฝากป้า"

ไม่อยากเชื่อว่า ไอเดียของเขาเกิดตรงนี้ เพราะหลังจากนั้นเขาก็ลงมือแต่งเพลงนี้ขึ้นมา และนำไปลงยูทูป บังเอิญว่ามีนักร้องอีกคนที่รู้จักกันดีคือ ลำเพลิน วงศกร มาลองนำไปคัฟเวอร์โดยวิธีฟิตเจอริ่งกันปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม พวกเขาจึงได้ตัดสินใจทำเพลงๆ นี้ขึ้นมาร่วมกัน

เรื่องนี้ผมเพียงแต่นำมาพูดให้ฟังว่าเพลงกับนิยายบางครั้งก็ไม่ได้แตกต่างกันครับ ขอเพียงได้คำๆ หนึ่งมา ที่มันโดนๆ ก็สามารถที่จะจุดประกายความฝันให้บรรเจิดได้แล้ว

คำๆ นี้เป็นคำง่ายๆ ในภาษาอีสานเป็นคำที่โดนครับ เพราะก่อนหน้านั้นจะมีเพลงอยู่เพลงหนึ่งของ ก้อง ห้วยไร่ ที่เคยโด่งดังเป็นพลุแตก คือเพลง ใสว่าสิบ่ถิ่มกัน ที่มีคำว่าถิ่มที่แปลว่าทอดทิ้งคล้ายๆ กันอยู่ในชื่อเพลง

เมื่อโปรดิวเซอร์มือทองอย่าง ครูสลา คุณาวุฒิ นำคำโดนๆ มาแต่งเป็นเพลง ขับร้องโดยลูกทุ่งไร้เทียมทาน นอกจากเพลงจะดังจนฉุดไม่อยู่แล้วยังสามารถจุดประกายความคิดให้กับนักแต่งเพลงรุ่นหลังให้บรรเจิดได้อีกด้วย

ห่อหมกฮวกไปฝากป้าเป็นคำพูดธรรมดา ที่ใช้ในการถามไถ่กันไปมา ในบางครั้งการทำอะไรเราก็ไม่ต้องไปคิดมากหรอกครับ เราจะเห็นได้ว่าองค์กรระดับโลก อย่างเช่น Google Facebook พันทิป ก็เริ่มต้นมาจากสิ่งง่ายๆ

เฟสบุ๊คก็เป็นคำง่ายๆ 2 คำ มีที่มาที่ไปง่ายๆ คือเคยเป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่ง นักศึกษาคนหนึ่งที่ชื่อ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ได้ก่อตั้งขึ้น เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกันระหว่างนักศึกษา โดยที่ไม่เคยคิดว่าจะได้รับความนิยมในชั่วพริบตา

กูเกิลได้ถูกก่อตั้งขึ้นในโรงรถโดยนักศึกษา 2 คน คำว่า กูเกิลก็เป็นคำง่ายๆ มีอยู่แค่ 2 คำ ที่มาจากคำว่า Googol ที่หมายถึง เลข 1 ที่ตามหลังด้วยเลข 0 อีกหนึ่งร้อยตัว

ส่วนพันทิปนั้นเป็นของคนไทย คงไม่ต้องแนะนำอะไรมากเพราะทุกคนต่างก็คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ขอว่าต่อในหัวข้อที่จะมาจุดประกายให้กับความฝันของเราต่อไปเลยนะครับ เรื่องที่ว่านั้นไม่ใช่อะไร คือประสบการณ์ของเรานั่นเอง

ในช่วงชีวิตที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนนี้เรามีประสบการณ์อะไรบ้าง เช่นประสบการณ์ในวัยเด็ก ตั้งแต่สมัยยังเด็กเลยคุณยังพอจำอะไรได้บ้าง คุณจำพี่เลี้ยงของคุณได้ไหม มีสัตว์เลี้ยงตัวไหนบ้างที่คุณพอจำได้ มีอะไรบ้างที่คุณชอบหรือไม่ชอบ มีอะไรที่คุณประทับใจหรือไม่ประทับใจ

ส่วนตัวผมๆ จะจำคุณยายกับเปลหวายของผมได้ คุณยายของผมจะไว้เล็บยาวแล้วก็ชอบตะปบจิกเหมือนเหยี่ยว หรือสัตว์ร้ายที่มีเล็บเป็นอาวุธเช่น เสือ สิงโต ในเวลาที่ผมห้ามไม่ฟัง

คุณยายจะล่ามผมเอาไว้ด้วยโซ่ล่ามสุนัข แล้วก็จับผมขึ้นไปนอนบนเปลหวายๆ จะทำมาจากหวายเป็นสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ สายเปลจะผูกโยงเอาไว้กับขื่อบ้าน

เรื่องแบบนี้ถือเป็นประสบการณ์ในวัยเด็กเล็กที่เราจดจำได้ ซึ่งแต่ละคนจะมีเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไป จึงสามารถที่จะนำมาเขียนเป็นนิยายได้

นิยายหลายเรื่องที่ประสบความสำเร็จมักจะเขียนขึ้นมาจากเรื่องราวในวัยเด็ก ซึ่งอาจจะเป็นช่วงอายุที่โตขึ้นมาหน่อยก่อนวัยเรียน หรืออาจจะเป็นวัยที่เข้าเรียนแล้ว ก็ให้ลองครุ่นคิดดูให้ดีนะครับ ว่ามีเรื่องราวอะไรบ้างในช่วงเวลานี้ที่คุณประทับใจ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับบ้านเกิด เกี่ยวกับผู้คน สัตว์เลี้ยง เพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่เราจะนำมาเขียนเป็นนิยายได้

ช่วงเวลาที่เป็นวัยรุ่นนับเป็นอีกช่วงหนึ่งที่สามารถจะนำมาเขียนเป็นนิยายได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเพื่อน กับเพื่อนต่างเพศ เกี่ยวกับความรัก ความรักครั้งแรก ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาจากความรัก

พอมาถึงวัยทำงานเราก็จะมีเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับงาน กับเพื่อนร่วมงาน กับสิ่งอื่นๆ อีกมากมายที่เราได้มีโอกาศเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

หลังจากผ่านพ้นช่วงวัยทำงานไปแล้วก็ยังมีเรื่องราวที่จะมาจุดประกายฝันของเราได้อยู่ เพราะประกายความฝันเกิดขึ้นมาได้ในทุกหนทุกแห่ง ไม่เลือกสถานที่หรืออยู่ในวัยไหน

นอกจากที่เป็นเป็นประสบการณ์ของเราโดยตรงแล้ว ยังมีประสบประการณ์ของเพื่อน ประสบการณ์ของคนรอบข้างที่เราอาจจะไปพบมาโดยบังเอิญ หรือเป็นเรื่องราวที่เขาเล่าให้ฟัง ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เราจะนำมาเขียนเป็นนิยายได้ทั้งนั้น

อีกที่หนึ่งที่นับว่าเป็นแหล่งที่จะเป็นแสงสว่างที่ปลายฝัน พอที่จะนำทางให้เดินทางไปสู่ฝันได้คืออินเตอร์เน็ต ยิ่งทุกวันนี้การเข้าถึงโลกอินเตอร์เน็ตสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากด้วยโทรศัพท์มือถือ เราจึงควรที่จะเข้าไปท่องในโลกอินเตอร์เน็ตดูบ้าง เผื่อบางทีเราอาจจะพบของขวัญอันวิเศษที่แอบซ่อนอยู่ในโลกใบนั้นก็เป็นได้

สรุป

ประกายแห่งความฝันนั้นจะมีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ลองๆ มองดูรอบๆ ตัว ถ้ามองไม่เห็นให้เยี่ยมหน้าออกไปทางหน้าต่าง ถ้ายังมองไม่เห็นอีกก็ลองออกไปที่สนามหลังบ้าน เดินออกไปนอกบ้าน เดินทางไปที่ไหนสักแห่ง ที่ไกลออกไปจนสุดขอบฟ้า บางทีเราอาจจะเห็นอะไรก็ได้ ที่สามารถจุดประกายความฝันของเราให้เจิดจ้าขึ้นมา

พบกันใหม่อีกครั้งในบทต่อไปครับ