plot and believe
พล็อต 1

8. วิธีเขียนพล็อตเรื่องให้เฟื่องในอารมณ์

พล็อตนิยาย

ปมปัญหาข้อขัดแย้งที่ถูกวางเอาไว้ และผูกโยงเป็นเหตุเป็นผลเกี่ยวเนื่องกันไปเรียกว่า(plot)พล็อตในนิยาย

ตัวละคร เหตุการณ์ สภาพแวดล้อมอื่นๆ จะเข้ามาเสริมแต่งให้ปมปัญหาข้อขัดแย้งนั้นขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นแตกหัก ก่อนที่จะคลี่คลายลง

แรงปรารถนาของตัวละครจะเป็นแหล่งกำเนิดของปัญหา ทำให้มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดมีขึ้น หรือเป็นจุดเริ่มต้นของ นิยาย

โครงเรื่องหรือปมปัญหาข้อขัดแย้งของเรื่อง มีอยู่ 2 ชนิด คือโครงเรื่องหลักกับโครงเรื่องรอง

โครงเรื่องหลักจะเป็นปัญหาใหญ่โดยรวมของเรื่องหนึ่งๆ จะมีอยู่เรื่องเดียว

นอกจากนั้นก็จะเป็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นประเด็นย่อยที่มาประกอบเข้าช่วยขยายโครงเรื่องหลักให้เด่นชัดขึ้น ซึ่งจะมีมากมายที่จะทำให้เรื่องราวมีความสลับซับซ้อน ที่เรียกว่าโครงเรื่องรอง

โครงเรื่องจะประกอบด้วย 3 ส่วนคือ

1. จุดเริ่ม Beginning จุดเริ่มก็คือการปูเรื่อง การแนะนำสถานที่แนะนำตัวละคร และสถานการณ์ต่างๆ ในขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร อย่างในภาพยนตร์ถ้าเปิดฉากขึ้นมาก็ใส่กันเลยเราเรียกภาพยนตร์เรื่องนั้นว่าไม่มีการปูเรื่อง ส่วนใหญ่จะเกิดกับภาพยนตร์ภาคต่อคือเป็น ภาค 2 ภาค 3 ไปแล้วหรือเป็นภาพยนตร์อิงประวัติศาตร์ที่ผู้คนต่างรู้จักกันดีอยู่แล้ว

2. ตอนกลาง Middle

ตอนกลางของเรื่องก็จะเริ่มตั้งแต่ปัญหาเริ่มเกิดไปจนถึงขั้นแตกหักหรือจุดวิกฤต รวมถึงการคลี่คลายของปัญหา

3. จุดจบ End

จุดจบของเรื่อง ก็คือปัญหาต่างๆ ได้รับการแก้ไขหมดแล้ว

โครงสร้างที่ดีจะมีรูปร่างคล้ายกับภูเขาคือบริเวณตีนเขาจะเป็นจุดเริ่ม บริเวณตอนกลางจะเริ่มปีนขึ้นเนินเขาไปเป็นชั้นๆ ไปจนถึงยอดเขาคือจุดแตกหักของปัญหา แล้วเริ่มไต่ลงมาอีกด้านของหลังเขาคือจุดที่ปัญหาเริ่มคลี่คลาย จนมาถึงตีนเขาอีกด้านที่เป็นจุดจบของปัญหา

ถ้าลากเส้นจากจุดเริ่มต้นขึ้นไปถึงยอดเขาแล้วลากมาบรรจบตีนเขาอีกด้านของหลังเขาแล้วลากโยงมาที่จุดเดิมจะได้รูปสามเหลี่ยมพอดี เราจึงมักเรียกโครงสร้างนี้ว่าโครงเรื่องรูปสามเหลี่ยม หรือ เส้นเรื่องรูปภูเขา Elements of plots

โครงเรื่องกับเนื้อเรื่องนั้นจะมีความแตกต่างกัน เช่น แม่อาบน้ำให้ผมและแม่พาผมไปโรงเรียนแบบนี้เป็นเนื้อเรื่อง

เพราะแม่อาบน้ำให้ผมก่อนพาผมไปโรงเรียนผมจึงไม่ถูกครูตี แบบนี้เป็นโครงเรื่อง

คือต้องแสดงให้เห็นว่าเรื่องราวต่างๆ จะต้องเป็นเหตุเป็นผล เกี่ยวโยงกัน จึงจะนับว่าเป็นพล็อตเรื่อง

พล็อตเรื่องจะเขียนขึ้นมาจากความต้องการของตัวละครเอก นั่นคือข้อขัดแย้งจะเป็นอะไรก็ได้ทั้งรูปธรรมนามธรรมเหมือนเป็นคำถามแล้วก็ถูกขัดขวางยิ่งการขัดขวางนั้นยิ่งใหญ่รุนแรงเพียงใดก็จะยิ่งสร้างความเร้าใจให้กับผู้อ่านได้มากเท่านั้น แล้วก็จบลงด้วยคำตอบคือการคลายปมปัญหา Resolution ของตัวเอกหรือของเรื่อง ดังนั้นนิยายที่ดีจะต้องมีการคลายปม

ในการดำเนินเรื่องที่ดีนั้นเมือจบเรื่องตัวละครเอกจะต้องมีการเปลียนแปลง ซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงทางรูปลักษณ์ภายนอก เช่น อวตารพระเอกเปลี่ยนไปอยู่ในร่างใหม่เลย หรืออาจจะแค่เปลี่ยนแปลงภายในคือในด้านความรู้สึกนึกคิด

ความขัดแย้ง Conflict คือหัวใจของพล็อตเรื่องและเป็นเหมือนยวดยานสำคัญที่จะทำให้นิยายเดินเรื่องไป

องค์ประกอบหลักของโครงเรื่องมี 5 ประการคือ

1. ตัวละคร Character

2. ความขัดแย้ง conflict

3. เหตุการณ์ซับซ้อนของเรื่อง complications

4. จุดแตกหักของเรื่อง Climax

5. จุดคลี่คลายของเรื่อง Resolution

8.วิธีการเขียน(พล็อต)โครงเรื่องของนิยายที่อยากแนะนำ

1. ในการเขียนพล็อตเรื่องนั้นนักเขียนแต่ละท่านจะมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไปตามความถนัดของตัวเอง ที่นิยมกันส่วนใหญ่จะเริ่มจากวางกรอบของเรื่อง หรือความคิดหลักของเรื่องที่จะสื่อไปถึงผู้อ่านก่อนว่าจะสื่อเป็นความหมายว่าอย่างไร?

2. เล่าเรื่องคร่าวๆ ออกมา โดยเนื้อเรื่องนั้นจะต้องมีความเป็นไปที่สอดคล้อง รองรับ ส่งเสริม สนับสนุน เป็นแนวเดียวกัน กับแก่นเรื่องในข้อแรกเช่น them ของเรื่องเรามีว่า มนต์รักทะเลทราย เรื่องราวของเราวของเราจะต้องอยู่ในทะเลทราย ไม่ไปขั้วโลกเหนือโดยไม่มีเหตุผลอื่นที่เพียงพอมารองรับ และจะต้องเป็นเรื่องราวของความรักไม่ใช่ฆาตกรรม

3. สร้างตัวละครขึ้นมาก่อนก็เป็นตัวละครนำ ขึ้นมาให้มีบุคลิกและความปราถนา ที่จะมารองรับแนวคิดหรือแก่นของเรื่องที่เราได้วางเอาไว้ในข้อแรก โดยไม่ลืมสร้างให้น่าสนใจ น่าห่วงใย น่าเอาใจช่วย และไม่ลืมที่จะบอกถึงความปรารถนาของเขา นี่เป็นหน้าที่ของนักเขียนโดยตรง ที่จะต้องสร้างตัวละครขึ้นมา

4. ต่อจากนั้นให้สร้างเหตุการณ์ที่เป็นปัญหา ที่สมจริง ที่เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้ขึ้นมา

5. สร้างความซับซ้อนของปัญหาไม่ให้แก้ไขได้โดยง่าย

6. สร้างจุดแตกหักของปัญหา คือเมื่อปัญหาได้ทวีความรุนแรงสลับซับซ้อนขึ้นมาถึงจุดสูงสุด กลายเป็นจุดเดือดหักเหและคลี่คลายไปทางใดทางหนึ่ง

7. ให้นำแก่นเรื่องที่เราเขียนเอาไว้ในข้อแรกมาวางไว้ เหมือนเราได้นำหัวใจมาวางเอาไว้ในภาชนะที่สะอาด แล้วนำจุดไคลแมกซ์มาห่อดั่งเราได้นำผ้าขาวบางมาห่อหุ้มหัวใจเอาไว้เป็นชั้นแรก

ชั้นต่อมาให้นำปัญหาที่ซับซ้อนที่สุดมาห่อก่อนแล้วห่อตามด้วยปัญหาจากยากไปหาง่ายเป็นชั้นๆ เราก็จะได้พล็อตเรื่อง ที่เหมือนหัวใจที่ถูกห่อด้วยผ้าขาวบางเป็นชั้นๆ ไม่แตกต่างไปจากแก่นของต้นไม้ที่ถูกห่อหุ้มอยู่ด้วยเปลือกหลายชั้นลดหลั่นกัน

8. ลงมือเขียน โดยค่อยๆ เปิดตัวละครที่เราสร้างเอาไว้ในตอนต้น ที่มีแรงปราถนาของเขาเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องไปสู่การเปิดปมปัญหาแรกที่เราห่อหุ้มหัวใจของเรื่องเอาไว้ในชั้นแรก และเปิดเข้าสู่ความยุ่งยากซับซ้อนของปัญหาเรื่อยๆ เข้าไป ให้เปิดออกทีละชั้นๆ จนไปถึงจุดไคลแมกซ์ของเรื่อง ที่ผู้อ่านจะสามารถมองเห็นหัวใจของเรื่องที่เราห่อเอาไว้ได้อย่างแจ่มแจ้ง หลังจากนั้นก็สรุปหรือคลี่คลายปัญหาของเรื่อง

พอจะสรุปได้ง่ายๆ ว่า

พล็อตนิยาย ก็คืออุปสรรคข้อขัดแย้งที่มาจากแรงปรารถนาของตัวละครนั่นเอง

ปมปัญหาข้อขัดแย้งนั้นจะค่อยๆ ขยายขอบเขตเป็นวงกว้างออกไปเรื่อยๆ โดยมีข้อขัดแย้งรองๆ ลงไปที่สลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนปมมากมายจนยากที่จะแก้ไข

ปมปัญหาข้อขัดแย้งนั้นจะขยายไปอีก เพื่อเป็นโครงสร้างหลักให้ตัวละคร เหตุการณ์ สภาพแวดล้อมอื่นๆ เกาะเกี่ยว และนำพาให้เรื่องดำเนินไป

ในขณะเดียวกันนั้น ตัวละคร เหตุการณ์ สภาพแวดล้อมอื่นๆ ก็ จะเป็นตัวแปรให้ปัญหานั้นขยายใหญ่ขึ้นจนไปถึงจุดแตกหักของเรื่อง แล้วจึงคลี่คลายลง

ซึ่งทำให้ปมปัญหาข้อขัดแย้งนั้นหมดไปในที่สุด และทำให้นิยายของเราเดินทางไปถึงจุดอวสาน

แล้วพบกันใหม่ในบทต่อไป สวัสดีครับ