plot and  temple image
พล็อต 2 plot คืออะไร?

plot พล็อตเรื่องคืออะไร?

ในการเขียนนิยายนั้นพล็อตเรื่องนับว่ามีความสำคัญมาก เพราะเป็นเหมือนโครงสร้างของเรื่อง แล้ว plot ที่ว่านั้นคืออะไรละ?

plot ก็คือที่ๆ ส่วนประกอบอื่นๆ ของเรื่องเกาะเกี่ยวอยู่และดำเนินไปนั่นเอง

ในการเขียนนิยายนั้นนักเขียนแต่ละคนจะมีวิธีการเขียนที่ไม่เหมือนกัน

บางท่านจะเล่าเรื่องของตัวละครไปเลย แต่บางท่านจะวาง Plot พล็อตเรื่องก่อนแล้วก็ใส่ตัวละครและส่วนอื่นๆ ลงไป

บางท่านแค่มีคำโดนๆ คำเดียวก็สามารถที่จะเขียนนิยายเป็นเรื่องเป็นราว ได้แล้ว ในขณะที่บางท่านจะกำหนดสถานที่ก่อนแล้วค่อยหาส่วนอื่นๆ มาเพิ่มเติมเข้าไป บางท่านจะสร้างสถานการณ์หรือกำหนดเหตุการณ์ขึ้นมาก่อน

อย่างไรก็ตามวิธีการวางโครงเรื่องก่อน ก็ยังคงเป็นวิธีการที่ได้ผลค่อนข้างแน่นอน เราจึงควรที่จะมาสนใจในการเขียนพล็อตเรื่องให้ละเอียดอีกครั้ง

ว่ากันว่าในการเขียนโครงเรื่องนั้น เรื่องที่เหมาะที่จะนำมาเขียนโดยวิธีการวางโครงเรื่องเป็นที่สุดคือ เรื่องในแนวสืบสวนสอบสวน

ในทุกแนวของนิยายสามารถนำมาเขียนแบบร่างโครงเรื่องก่อนได้ทั้งนั้น แต่แนวเรื่องในแนวสอบสวนสืบสวน มีปัจจัยหลายๆ อย่าง ไม่เอื้ออำนวยให้สร้างเรื่องกับตัวละครได้มากมายนัก ทำให้เราจำต้องมาเน้นอยู่ที่พล็อตของเรื่องเป็นหลักแทน

ถึงแม้ว่าเราจะรู้ดีอยู่แล้วว่า plot พล็อตคืออะไร? แต่เราก็ควรจะมาทบทวนความจำเสียหน่อย

เรารู้ว่าพล็อตของเรื่องก็คือโครงสร้างหลักของเรื่อง แต่ตัวพล็อตจริงๆ plot คืออะไรละ? Plot พล็อตเรื่องจริงๆ ก็คือปัญหาข้อขัดแย้งในเรื่องนั่นเอง และทุกอย่างก็เป็นปัญหาได้ทั้งนั้นแม้แต่ขนมปังเช่น ถ้าอยู่เฉยๆ ขนมปังก็มีปัญหาได้เพราะมันจะหมดอายุ ถ้าขายไม่ออกก็ทำให้โรงงานเจ้งได้ หรือถ้าขาดตลาดก็จะทำให้ขนมปังมีราคาแพง

ปัญหาต่างๆ เหล่านี้คือพล็อตเรื่องของเรา ในขณะที่ตัวต้นเหตุ มูลเหตุ หรือสิ่งที่ทำให้มีพล็อตเรื่องขึ้นมาก็คือขนมปัง

สิ่งที่จะทำให้เรื่องของเรามีพลังคือต้นตอของปัญหา ดังนั้นเราจึงมีความจำเป็นจะต้องใส่ใจหรือให้ความสำคัญกับตัวต้นเหตุของปัญหาให้มาก

ถ้าเป็นขนมปังจะต้องเป็นขนมปังพิเศษ ถ้าเป็นคนจะต้องเป็นประธานาธิบดี เป็นประธานพรรค หรือเป็นคนที่มีสตอรี่เยอะๆ เช่น เป็นผู้หญิงสวยไม่มีผัวเป็นตัวเป็นตน

ความสำคัญจะไม่ได้อยู่แค่ในตัวต้นตอของปัญหาเท่านั้น แต่ต้องมีความสำคัญกับตัวละครเอกหรือตัวละครที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของเรื่อง อาจจะเป็นพ่อของนางเอก เป็นแฟนของพระเอก เป็นแฟนของคนร้าย เป็นเพื่อน เป็นญาติพี่น้อง หรืออาจจะมีอย่างใดอย่างหนึ่งมาเกี่ยวพันกับตัวละครสำคัญ ที่จะทำให้เรื่องดำเนินไปอย่างทรงพลัง

พล็อตของเรื่องจะมีอยู่ 2 ประเภทคือ

พล็อตหลักกับพล็อตรอง

พล็อตหลักจะเป็นข้อขัดแย้งหลักที่ใหญ่ที่สุดในนิยาย เป็นปมปัญหาข้อขัดแย้งที่เป็นภาพโดยรวมของเรื่องจะมีปัญหาเดียว

พล็อตรองจะเป็นปมปัญหาข้อขัดแย้งที่จะมาเสริมเพิ่มเติมหรือเป็นส่วนขยายของพล็อตหลัก และเป็นตัวช่วยอธิบาย ให้ข้อขัดแย้งหลักมีความโดดเด่น ชัดเจน สมบูรณ์ ยิ่งขึ้น พล็อตรองจะมีได้ไม่จำกัด

ตามหลักการแล้วพล็อตของเรื่องควรจะแบ่งออกเป็น 3 ตอนคือ

1. ตอนเริ่ม

2. ตอนกลาง

3. ตอนจบ

ตอนเริ่มควรจะเป็นการเกริ่น แนะนำสถานที่ แนะนำตัวละคร เพื่อปูเรื่อง ให้เส้นเรื่องค่อยๆ ไต่ระดับของความเข้มข้นขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่กฎตายตัว คุณจะเปิดปมปัญหาของเรื่องออกมาเลยก็ได้

ตอนกลางของเรื่องจะเริ่มขึ้นตอนปัญหาเริ่มเกิดไปจนถึงจุดแตกหักของปัญหา บางทีอาจจะถึงจุดคลี่คลายของปัญหาไปเลยก็ได้ ไม่มีกฎตายตัว

ตอนจบ คือปัญหาต่างๆ ได้คลี่คลายลงไปหมดแล้ว แต่ก็ไม่แน่บางทีอาจจะให้จุดแตกหักจุดคลี่คลายของปัญหาอยู่ในตอนจบของเรื่องก็ได้ ไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด

3 ข้ันตอนง่ายๆ ในการวางพล็อตของเรื่อง และวิธีเขียนนิยายจากโครงเรื่อง

ในการเขียนนิยายนั้น สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือ การลงมือเขียน ซึ่งมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

1. เมื่อเราวางพล็อตเรื่องตามแบบอย่างข้างต้นคือ วางปมปัญหาข้อขัดแย้ง วางสาเหตุของปัญหาเอาไว้ได้หมดแล้ว

2. เราก็มากำหนดหรือวางตัวขับเคลื่อนที่จะนำพาให้นิยายดำเนินไปนั่นก็คือตัวละคร

สร้างตัวละครขึ้นมาใส่รายละเอียด รูปร่างหน้าตา น้ำหนัก ส่วนสูง แล้ววางลงไปในพล็อต ให้เป็นพระเอก ให้เป็นพระรอง เป็นผู้ร้าย ตัวตลกและตัวประกอบอื่นๆ

3. หลังจากนั้นก็มากำหนดส่วนอื่นๆ ที่จะทำให้นิยายมีความสมบูรณ์ เช่น ฉากเวลาและสถานที่ ฉากเหตุการณ์ มุมมอง และวิธีการเล่าเรื่อง

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เราก็มาเริ่มลงมือเขียนนิยายลงไปใน Plot พล็อตเรื่องที่เราวางเอาไว้แล้ว เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบายและทำความเข้าใจ ผมจึงนำเรื่องอวตาร มาเป็นตัวอย่าง เพื่อให้เหมาะสมในพื้นที่กับเวลาที่เรามีอยู่ ผมได้นำมาแค่ฉากเดียว เพราะเมื่อเราเขียนฉากได้ ก็เท่ากับว่าเราเขียนพล็อตได้แล้ว

สำหรับนักเขียนนิยายมือใหม่สิ่งที่เป็นปัญหามาก อีกอย่างหนึ่งคืออาการเขียนไม่ออก บอกไม่ถูก ไปไม่ได้ ซึ่งใน Writer's Block ผมเคยแนะนำเอาไว้ว่าให้เขียนนิยายทีละซีน จึงนับเป็นโอกาศดีที่เราจะได้ศึกษาการเขียนซีนและพล็อต แบบละเอียดไปพร้อมๆ กัน การเขียนซีนนั้นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากการเขียนพล็อตคือ ก่อนอื่นเรามาเล่าเนื้อเรื่องแบบย่อๆ เพื่อให้เห็นภาพโดยรวมของเรื่องที่เราจะเขียน

(ตอนเริ่ม)

เจค ซัลลี่ ทหารนาวิกโยธินร่างพิการท่อนล่างจากระเบิด กับ นอร์ม สเปลแมน ได้เดินทางไปที่ห้องลิงค์ขับเคลื่อนทางไกลตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ประจำลิงค์ ที่ได้แนะนำเอาไว้เมื่อวานนี้

(ตอนกลาง)

เมื่อไปถึง ดร.เกรช ออกัสติน ก็รีบนำเข้าไปในแคปซูล ลิงค์ 1 กับ 3 ส่วนเธอไปขึ้นลิงค์ 4

(ตอนจบ)

ในที่สุด ทั้งหมดก็ประสบความสำเร็จ กับภาระกิจคือการขับเคลื่อนยานทางไกล โดยเฉพาะเจค ซันลี่ จะประสบกับความสำเร็จ สูงเกินกว่าที่ฝ่ายต่างๆ ได้ประเมินเอาไว้มาก

นี่คือภาพโดยรวมของเนื้อเรื่องที่เรามองเห็นแล้วว่า ซีนของเรื่องเป็นอย่างไร

หลังจากนั้นก็สร้างตัวละครขึ้นมาแต่ ณ ที่นี้ ไม่ต้องสร้างเพราะเราไปเอาของเขามา ตัวละครสำคัญคือเจค ซันลี่ นาวิกโยธินพิการท่อนล่าง กับ นอร์ม สเปลแมน นักมานุษวิทยาร่างโย่ง และ ดร.เกรช ออกัสติน สาวใหญ่ หน.โปรแกรมอวตาร

แรงปรารถนาของตัวละครที่เต็มไปด้วยอุปสรรค คือสิ่งที่จะช่วยให้ซีนมีพลัง หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ซีนจะขาดไม่ได้ก็คงไม่ผิดนัก ดังนั้นถ้าเป็นเรื่องที่เราเขียนพล็อตขึ้นมาเองหรือนำเรื่องจริงของใครมาเขียน เราจะต้องสร้างแรงปรารถนานั้นให้มีขึ้นมา

แต่ตอนนี้เราได้นำเรื่องอวตารในภาพยนตร์มาเราก็แค่กรอเทปไปมาก็จะเห็นได้ว่า แรงปรารถนาในซีนของบทภาพยนตร์ อันดับหนึ่งโลกในเรื่องรายได้ตลอดกาลนั้นจะน่าทึ่งมาก คือเจคต้องการขับเคลื่อนยานทางไกลอวตาร

ซึ่งในโลกของความเป็นจริงแล้วเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ในโลกของนิยายนับเป็นความแปลกใหม่ เหมือนมีร้อยคำถามพิศวง ที่ทำให้เราไม่มีความลังเลใดๆ ที่จะไม่เข้าไปค้นหาคำตอบ

เมื่อหันมาดูอุปสรรคเราก็จะเห็นความแยบยลของบทภาพยนตร์คือ ให้เจคเป็นแค่นาวิกพิการ ไม่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ไม่เคยได้รับการฝึกในห้องแลปมาเลย ไม่สามารถสื่อสารในภาษานาวีได้ และถ้าเราติดตามไปจนจบเรื่อง เราก็จะเห็นว่า ในที่สุด เจคได้ทิ้งร่างพิการ เพื่ออวตารไปสู่ร่างใหม่ด้วย

หลังจากนั้นก็กำหนดบทบรรยาย ใส่รายละเอียดของตัวละคร

และกำหนดพ้อยท์ออฟวิวว่าเป็นมุมมองของใคร โดย ณ ที่นี้กำหนดให้เป็นบุรุษที่ 3 ของเจค ซันลี่

และนำหลักการเขียนซีนมาเป็นกรอบนำทางคือ ให้ตอบคำถามที่ว่า เมื่อไร? ที่ไหน? ใคร? กับอะไร? สี่คำนี้ให้ได้

(เมื่อไร)8.00 น. ของวันถัดมา (ที่ไหน)ที่แพนดอร่า (ใคร)เจค ซันลี่ นาวิกโยธินที่กลายมาเป็นผู้พิการท่อนล่างจากระเบิด จนต้องมาอยู่บนรถเข็นตลอดชีวิตกับ นอร์ม สเปลแมน นักมานุษวิทยาร่างโย่ง ที่มองยังไงก็น่าจะเป็นนักเปียโนมากกว่า ได้เดินทางมายังห้องขับเคลื่อนอวตารทางไกล เพื่อรายงานตัวกับ ดร.เกรช ออกัสติน หญิงวัยกลางคน หน.โปรแกรมอวตาร ผู้หลงไหลในการวิจัยพืชพันธ์ต่างดาว ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ประจำลิงค์เมื่อวันก่อน

(ตอบคำถามว่าอะไรหรือปมปัญหาข้อขัดแย้งด้วยบทสนทนา) "นายฝึกงานแลปมาเท่าไหรนะ? " น้ำเสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม

"520 ชั่วโมงครับ"

"ดียอดเยี่ยมมาก" หลังจากนั้นก็มองผ่านแว่นหนาเตอะมาทางเจค "แล้วนายละ?"

"0 ชั่วโมงครับ" เป็นคำตอบที่ทำให้อีกฝ่ายขึ้นเสียงสูง "โอ้! บอกฉันซิว่านายพูดเอาฮา"

"ไม่ได้ฮา ผมได้อ่านคู่มือมาอย่างละเอียดแล้ว" คำพูดของเกรชไม่ได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของเขาให้ลดลงไปได้แค่กระผีกริ้น

"ถ้าหากนายคิดว่าจะมาในสภาพแวดล้อมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อมนุษย์ทุกอย่างแบบนี้ โดยที่ไม่ได้ฝึกฝนอะไรมาเลยบอกหน่อยซินายกำลังคิดอะไรอยู่"

"บางทีผมอาจจะเบื่อฟังคำสั่งของหมอก็เป็นได้"

ใส่บทบรรยายสภาพแวดล้อม

ร่างอวตารขนาดใหญ่นอนเหยียดยาวอยู่บนเตียง ถังโปร่งแสงขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายๆ กับถังของรถบรรทุกปูนที่เคยเป็นที่อยู่ของยานขับเคลื่อนอวตาร มีเจ้าหน้าที่กำลังทำความสะอาดอยู่อย่าขะมักเขม้น

"ขึ้นไปลิงค์นี้"

ใส่บทบรรยายความนึกคิด

เฟืองขนาดใหญ่ตรงหัวของแคปซูลที่หมุนด้วยความเร็วสูงนั้นทำให้เขานึกถึงแม่น้ำในคอสตาริก้าที่เขาเคยท่องไปกับพ่อด้วยแอร์โบ๊ท

"นอนลงไป แขนแนบชิดกับลำตัว ทำจิตใจให้ว่าง ปล่อยสมองให้โล่ง...เปิดการเซื่อมต่อ"

ใส่บทบรรยายสภาพแวดล้อมเพิ่มเติม

ดูเหมือนว่าอุณหภูมิของความสับสนวุ่นวายจะเพิ่มขึ้นมาอีกครั้ง "ยูนิต 3 ปฏิบัติการ-ไบโอเมติกพร้อมแล้ว-ประสาทกับสมองคงที่-สมองของเขาสุดยอด-เป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ-เข้าร่างแล้ว" เสียงของเจ้าหน้าที่ประจำฐานต่างๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่ภายในห้องแลปแห่งนั้นรายงานแข่งกับเสียงครางหวีดหวิวของเครื่องจักร

ต่อจากนั้นก็ใส่ห่วงโซ่ที่จะผูกร้อยหรือส่งต่อไปยังอีกซีนหนึ่งที่จะติดตามมาเช่น

แสงเรืองๆ ตรงหน้าค่อยๆ ลอยห่างออกไป เขารู้สึกว่าร่างของเขากำลังลอยละลิ่วไปในความเวิ้งว้างของห้วงอวกาศเพราะถูกเหวี่ยงด้วยมือยักษ์

หลังจากนั้นเขาก็หมดสติลง

แล้วก็ทบทวนตรวจดูความเรียบร้อยว่าเรายังขาดเหลืออะไรอีกบ้างก่อนที่จะนำออกเผยแพร่ต่อไป

นี่เป็นหลักการกว้างๆ ที่เราจะใส่เข้าไป แต่การเขียนซีน จะเป็นการเขียนถึงเหตุการณ์สั้นๆ เราอาจจะยกไปใส่ในอีกซีนก็ได้ตามความเหมาะสม

สรุป

plot คืออะไร? พล็อตก็คือโครงสร้างที่ซีนต่างๆ เกาะเกี่ยวอยู่ และนำพาให้เรื่องเดินไป

พบกันใหม่ในบทต่อไปครับ

Credits:

อวตาร 1

เจมส์ แฟรนซิส แคเมรอน