metaphor and island image
กลวิธีเล่าเรื่อง 3 คำอุปมาอุปไมย

คำอุปมาอุปไมย

เครื่องมืออีกอย่างหนึ่ง ที่นักเขียนนำมาใช้ในการสร้างสรรค์งานเขียน หรือเล่าเรื่องในนิยายคือคำอุปมาอุปไมย

วิธีการเล่าเรื่องที่มีความสำคัญมาก สำหรับเรื่องบันเทิงคดีคือ คำเปรียบเทียบเปรียบเปรยหรือคำอุปมาอุปไมย

คำเปรียบคืออะไร

ในวิธีการเล่าเรื่องนั้นถ้านำกลุ่มคำเหล่านี้มาใช้ จะสร้างสีสันและมีพลังอย่างที่สุด ในบทนี้เราจึงต้องหันมาสนใจในวลีประเภทนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง

คำเปรียบเทียบเปรียบเปรยของนักเขียนนิยายนั้น จะมีอยู่ในบทที่ว่าด้วยบทบรรยาย ซึ่งอยู่ในรูปแบบหนึ่งของกลวิธีเล่าเรื่อง

เพื่อไม่ให้เกิดควาสับสน จึงขอนำกลวิธีเล่าเรื่องในนิยายมาแสดงเอาไว้ ณ ที่นี้อีกครั้งหนึ่ง

กลวิธีการเล่าเรื่องมีอยู่ด้วยกัน 5 รูปแบบคือ

เล่าโดยใช้บทสนทนา เล่าโดยบทบรรยาย เล่าโดยการกระทำ เล่าโดยใช้ความนึกคิด และเล่าโดยวิธีการชี้แจง

เนื่องจากคำเปรียบเทียบในนิยายนั้น มีอยู่ในบทบรรยายเราจึงมีความจำเป็นต้องมาทบทวนกันก่อนว่าองค์ประกอบหลักๆ ของบทบรรยายนั้นมีอะไรบ้าง

องค์ประกอบที่สำคัญของบทบรรยายมีอยู่ 6 ประการดังนี้คือ

1. โครงสร้าง จะคล้ายๆ กับเป็นกระดูกของบทบรรยาย ตามความเป็นจริงของการบรรยายนั้นก็ไม่ต้องคิดอะไรมากเพียงแต่กำหนดหรือระบุในสิ่งที่เห็นเสียงที่ได้ยินหรือกำหนดลงไปเลยโดยไม่ต้องใส่รายละเอียด หรือลำดับเรื่องราวอะไรเลย

2. การชี้แจงหรือการเล่าเรื่อง ที่เห็นที่ได้ยิน ที่ได้ฟังมา อย่างตรงไปตรงมา เหมือนเป็นการลำดับเรื่องราวให้ดูเป็นระเบียบหรือระบุจำนวนลงไปให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นแต่ก็ไม่ได้ให้ความละเอียดมากมายอะไรนัก

3. การบรรยาย ก็คือการเก็บรายละเอียดจนรูปประโยคมีความสมบูรณ์สละสลวยยิ่งขึ้น

4. การเปรียบเทียบเปรียบเปรย คือการนำคำหรือวลี (คำอุปมาอุปไมย) ที่มีความหมายนอกเหนือไปจากความหมายที่แท้จริงมาเปรียบเทียบเปรียบเปรยให้ภาษามีความแพรวพราวสวยงามขึ้น

5. การพรรณาความหมายถึงการอธิบายซ้ำเข้าไปอีกจนผู้อ่านมองเห็นภาพพจน์ได้ชัดเจน

6. การสาธยายคือการเน้นคำ ย้ำคำ เข้าไปซ้ำๆ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นว่ามีความสำคัญมาก

คำเปรียบเทียบเปรียบเปรย Figure of speech แบ่งออกได้เป็น 2 สองรูปแบบคือ

โดยตรง Similes และ โดยนัย Metaphors

อุปมาอุปไมยหรือการเปรียบเทียบโดยตรง Similes ในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า as กับ like ซึ่งตรงกับคำว่าเหมือนในภาษาของเรา โดยมีคำเซื่อมที่มีความหมายว่าเหมือน เช่น ดุจ ดั่ง ราว ราวกับ เปรียบประดุจ เฉก เฉกเช่น เล่ห์ ปาน ประหนึ่ง เพียง เพี้ยง พ่าง ปูน กล เป็นต้น

ตัวอย่างคือ อ้วนเหมือนหมู ขาวราวไข่ปอก

อุปลักษณ์หรือคำเปรียบโดยนัย (Metaphors) เป็นวลีหรือประโยคที่เปรียบเทียบสองสิ่งที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบเชิงลึกผู้อ่านจะเข้าใจได้โดยการตีความ

เหมือนเป็นการบอกกับผู้อ่านว่า บางสิ่งบางอย่างเป็นอีกอย่างหนึ่ง ทำให้ผู้อ่านมองเห็นบางสิ่งบางอย่างในทิศทางที่คาดไม่ถึง ทำให้รู้สึกถึงความอัศจรรย์ใจ และมองเห็นภาพไปจากปกติธรรมดาได้

ในภาษาอังกฤษจะไม่ใช้ as กับ like แต่จะใช้ is am are ซึ่งตรงกับคำในภาษาของเราคือ เป็น อยู่ คือ เช่น He is a shining star. เขาคือดวงดาวที่เปล่งประกายระยิระยับ You are my sunshine. คุณคือแสงอาทิตย์ของฉัน The girl is a beautiful rose. เด็กสาวเป็นดอกกุหลาบแสนสวย

ในการใช้คำเปรียบเทียบนั้นก็มีอยู่หลายวิธีการตามความถนัดของนักเขียน

วิธีการฝึกง่ายๆ มีดังนี้คือ

ให้ใช้ในหลักของการบรรยายตามขั้นตอนเลย แบบฝึกหัดนี้ให้ฝึกเป็นนิสัยทุกครั้ง เป็นสเตป 1-2-3-4 ไปเลย เช่น

1. เริ่มจากร่างโครงสร้าง 2. เล่าเรื่องหรือชี้แจงเรื่อง 3. บรรยาย 4.ใส่คำเปรียบเทียบ

ร่างโครงร่างเหมือนการวางเอ้าท์ไลน์ลงไปบนภาพก่อนที่จะลงเส้นจริง มีอะไรก็เขียนลงไปเลยเช่น บนโต๊ะเราเห็นอะไรวางอยู่ก็ระบุลงไปเลย เช่น มีดินสอ ปากกา ยางลบ หรือถ้ามีสิ่งอื่นๆ อีกวางอยู่ก็ระบุลงไป แต่ในที่นี้มียางลบอันเดียว

ต่อมาก็เล่าเรื่องหรือชี้แจงเรื่อง ที่โต๊ะ มียางลบหนึ่งอันวางอยู่

ต่อมาก็บรรยาย คือการให้รายละเอียดลงไปอีก พร้อมกับสรรหาถ้อยคำที่มันสละสลวยให้กับรูปประโยค ให้น่าอ่านน่าประทับใจ มาเพิ่มเติมเข้าไป เช่น โต๊ะสีน้ำตาลเข้มเก่าคร่ำคร่าที่วางอยู่กลางห้องตัวนั้น มียางลบสีดำหนึ่งอันวางอยู่

หลังจากนั้นเราก็ค่อยมาหาคำอุปมาอุปไมยหรือคำเปรียบเทียบเปรียบเปรยใส่เข้าไป ซึ่งถ้ายังนึกไม่ออกก็ให้เขียนสเต็ป 1-2-3 เอาไว้ก่อน ค่อยๆ คิดแล้วนำมาใส่ในภายหลัง เช่น โต๊ะสีน้ำตาลเข้มเก่าคร่ำคร่าที่วางอยู่กลางห้องตัวนั้น มียางลบอันหนึ่ง สีดำเหมือนถ่านหินวางอยู่

ส่วนการฝึกการใช้คำเปรียบโดยนัยก็ให้เขียนคำหลักเอาไว้ก่อนแล้วค่อยหาคำเปรียบมาเพิ่มเติม เช่นคำว่า เธอ คำเดียวเราก็จะได้คำเปรียบอีกมากมายเช่น

เป็นแม่พระ

คือความหวังของชาติ

คือลมหายใจ

เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง

เหล่านี้ เป็นต้น

ในการขับรถนั้นถึงแม้ว่าเราจะรอบรู้ถึงทฤษฎีหลักการกฎเกณฑ์ต่างๆ ของการขับรถ แต่ถ้าเราไม่ลงมือปฏิบัติจริงก็คงยากที่เราจะขับรถได้ ในขณะเดียวกันถ้าเราไปขับโดยไม่รู้หลักการอะไรเลย เราก็คงจะไม่สามารถที่จะไปขับรถได้

ในการเขียนนิยายก็เช่นเดียวกัน ถ้าเรามามัวศึกษาอยู่แต่หลักทฤษฎีการเขียน โดยไม่ลงมือเขียนก็คงยากที่เราจะสามารถเขียนนิยายออกมาให้ดีได้ แต่ถ้าเราไม่รู้หลักของการเขียนเลยก็คงเป็นการยากที่เราจะเขียนนิยายออกมาได้ดีเช่นเดียวกัน

ความหมายก็คือเราจะต้องขยันหมั่นเพียรฝึกฝนทั้ง 2 อย่างควบคู่กันไป เราจะละเลยสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปไม่ได้

ในการเขียนนั้นเราก็ต้องมีความขยันฝึกฝนเขียนให้มากเพื่อให้การใช้ภาษาที่เราใช้นั้นมีความสละสลวย อ่านเข้าใจง่าย

ไปพร้อมๆ กันกับศาตร์ของเรื่องเล่าที่มีความแม่นยำ ห่างไกลไปจากความผิดพลาดให้มากที่สุด และอย่าลืมแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยือน ซิมเปิลไตเติล/บล็อกเขียนนิยายบ่อยๆ นะครับ ซึ่งทางเราจะได้นำหลักการเขียนนิยายในแง่มุมต่างๆ มานำเสนอ อาจจะไม่ใช่หลักการที่ถูกต้องในตำราเปะๆ มากนัก แต่เป็นหลักการที่ใช้ได้ นำไปปฏิบัติได้จริง เพราะจะเน้นไปที่ประสบการณ์ตรงของผู้เขียนเอง

สรุป

คำอุปมาอุปไมยเปรียเทียบบนั้นสามารถสร้างสีสันให้งานเขียนของเรา ให้ตื่นตาตื่นใจ น่าตื่นตลึงน่าอัศจรรย์ใจเป็นยิ่งนัก จึงนับเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ในเรื่องบันเทิงคดี เราจึงควรที่จะหันมาใส่ใจฝึกฝนการเขียนการใช้คำอุปมาอุปไมยให้มากเพื่อให้เกิดความชำนาญหลากหลายสามารถนำมาใช้ในงานเขียนของเราได้อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป