theme and people image
แก่นของเรื่องในนิยาย (Theme)

แก่นของเรื่องในนิยาย (ธีม) คืออะไร?

แก่นของเรื่องในนิยายก็คือสาระของเรื่องที่นักเขียนจะสื่อเป็นความหมายไปถึงผู้อ่าน

หรือเป็นคำอธิบายถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดที่มีขึ้นกับตัวละครอย่างมากมายในนิยายของเขานั้นว่า ความจริงแล้วมีหัวใจของเรื่องที่มีความหมายแอปแฝงจะสื่อหรือถ่ายทอดมาถึงผู้อ่านอยู่

แก่นของเรื่องจะเหมือนแก่นของต้นไม้ โดยมีเนื้อเรื่องเป็นเปลือกไม้ห่อหุ้มอยู่

ปมข้อขัดแย้งของเรื่องจะเปรียบได้กับเปลือกของต้นไม้แต่ละชั้น จนกระทั่งไปถึงชั้นสุดท้าย คือจุดไคลแม็คของเรื่อง เมือถูกแกะออกเราก็จะมองเห็นแก่นของต้นไม้ หรือหัวใจของเรื่อง

ความจริงแล้วธีมของเรื่องเป็นนามธรรมไม่ได้เป็นรูปธรรม คือเป็นเรื่องของลักษณะภายใน ถ้าเปรียบได้กับมนุษย์ก็จะหมายถึงจิตวิญญาณของเรานั่นเอง

จึงเป็นการยากที่จะหาคำมาอธิบายให้เข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง

เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ เราจึงกำหนดให้ them เป็นสัญลักษณ์

คล้ายๆ กับสูตรทางเรขาคณิต แต่ไม่ได้ตายตัวหรือแม่นยำเท่า เพราะนิยายไม่ใช่คณิตศาสตร์จึงไม่ได้มีสัญลักษณ์ตายตัวลงไป

ในนิยายเราจะแบ่งเรื่องราวหรือตัวละครออกเป็น 3 ฝ่ายคือคนดีกับคนเลวและคนกลางๆ คือดีก็ได้ร้ายก็เป็น ที่เรียกว่าตัวละคร 2 บุคลิก หรือคนเคยร้ายแต่ผลสุดท้ายกลายมาเป็นคนดี

หลังจากนั้นเราก็มาแทนค่า แทนตัวละครของเราตามค่าสัญลักษณ์

ถ้าเป็นสีๆ ขาวจะแทนคนดี สีดำจะแทนคนเลว สีเทาจะแทนคนกลางๆ

เช่นเรื่องราวของตี๋ใหญ่ที่มีบทบาทเป็นโจรร้าย ในเวลาที่ออกปล้นสะดมจะฆ่าเจ้าทรัพย์อย่างโหดเหี้ยม จะสื่อความหมายหรือแทนค่าความหมายว่าเป็นความเสื่อมเสีย ความมืด สีดำ ความตกต่ำเป็นไปในด้านลบ ความชั่วร้ายหรือเลวทราม

คนดีจะถูกแทนค่าด้วยสัญลักษณ์ของสีขาว ของด้านบวก ของธรรมะ

หลังจากนั้นค่อยมาแปลงค่าหรือคืนค่า จากสัญลักษณ์มาเป็นรูปธรรม ให้สัมผัสแตะต้องได้ด้วยตาเปล่า

ภาษาที่ใช้ก็เป็นภาษาธรรมดาๆ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นสุภาษิตหรือคำคมใดๆ ทั้งสิ้น เช่น เชื่อในสิ่งที่เฮ็ดแต่อย่าเฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ

แล้วเราจะหาสาระของเรื่องในนิยายเราได้อย่างไร?

ในการเขียนพล็อตเรื่องนั้นเราจะคิดแก่นเรื่องให้ได้ก่อน แล้วนำมาห่อด้วยผ้าขาวบางเป็นชั้นๆ ซึ่งเปรียบได้กับปมข้อขัดแย้งแต่ละปมนั่นเอง

ในการเดินเรื่องเราจะค่อยๆ คลี่ปมข้อขัดแย้งออกไปทีละปมๆ จนไปถึงชั้นสุดท้าย ที่เป็นจุดไคลแม็คหรือข้อขัดแยังหลัก

เพราะฉะนั้นเมื่อข้อขัดแย้งหลัก Conflict คลี่คลายลง หรือถูกเปิดออก ผู้อ่านก็จะมองเห็นหัวใจของเรื่อง ที่นักเขียนใช้เป็นสื่ออาศัยนิยายเป็นสะพานผ่านไปถึงผู้อ่านว่า มีความหมายเป็นอย่างไร?

ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงภาพของตอไม้จะมีเปลือกเป็นชั้นๆ ห่อหุ้มอยู่ ชั้นต่างๆ เหล่านั้นของเนื้อไม้ให้เปรียบเสมือนปัญหาข้อขัดแย้งในนิยายของเรา โดยมีข้อขัดแย้งหลักห่อหุ้มอยู่ในสุดชิดติดกับแก่นของต้นไม้ ซึ่งเปรียบได้กับแก่นของเรื่อง ดังนั้นเมื่อข้อขัดแย้งหลักถูกเปิดหรือคลี่คลายออก หลังจากนั้นให้ดูบทบาทของตัวละคร ในการแก้ไขข้อขัดแย้งของเรื่องให้จบลงอย่างไร? เป็นส่วนประกอบ จะทำให้ผู้อ่านมองเห็นแก่นหรือสาระของเรื่องได้

เช่นองค์บากเราจะสามารถมองเห็นแก่นของเรื่องในนิยายที่ว่า ความดีย่อมชนะความชั่วเสมอ ก็ต่อเมื่อบุญทิ้งปราบจอมวายร้ายที่มาโจรกรรมองค์บาก นั่นก็คือดอนกับคมทวนลงไปได้แล้วอย่างราบคาบและติดตามเอาองค์บากกลับคืนสู่บ้านหนองประดู่ได้ก่อนที่งานพิธีอุปสมบทหมู่จะเริ่มขึ้น

แต่ถ้าสมุติว่าปัญหาข้อขัดแย้งได้ถูกคลายปมไปเป็นตรงกันข้ามคือบุญทิ้งถูกฆ่าตาย สาระของเรื่องก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็น น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ

ในบางเรื่องนักประพันธ์จะบอกเราเอง

ถ้าเราเป็นผู้อ่านเราก็จะพบเองว่า ในบางบทตอนของนิยายเราจะเห็นแก่นของเรื่องที่นักเขียนสื่อมาถึง ทั้งจากบทบรรยาย ทั้งจากความนึกคิดของตัวละคร แต่บางเรื่องก็สื่อผ่านไดอะล็อก เช่น ข้างหลังภาพของศรีบูรพาจะใช้ไดอะล็อก ของคุณหญิงกีรติว่า "ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจว่า ฉันมีคนที่ฉันรัก" บอกธีมของเรื่อง

theme มี 2 ประเภทคือ

1.ธีมหลัก ธีมก็จะคล้ายๆ กับพล็อตคือ ถ้าเป็นเรื่องสั้นธีมคงมีประเด็นเดียว จึงมีแค่ธีมหลัก

2. ธีมรอง แต่ถ้าเป็นนิยาย อาจจะมี Sub theme คือมีธีมรองด้วยก็ได้

ธีมๆ เดียวอาจะเขียนได้หลายเรื่อง "มิติของกาลเวลากั้นความรักไม่ได้" จะถูกนำมาแต่งเป็นนิยายหลายเรื่องต่างยุคต่างสมัยและเนื้อเรื่องก็แตกต่างกันไป นิยายเรื่องเดียวกันผู้อ่านอาจจะเห็นความหมายที่ผู้เขียนสื่อออกมาไม่ตรงกัน หรืออาจจะมีความเห็นตรงกันแต่ให้คำจำกัดความไม่เหมือนกันเลยก็เป็นได้

ประโยชน์ของแก่นเรื่อง

ถ้าเรามีเข็มทิศนำทางจะทำให้เราเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างถูกต้องปลอดภัยทันต่อเวลานัดหมาย ถ้าเรามีธีมของเรื่องจะทำให้การเขียนพล็อตง่ายขึ้นคือ เราก็เพียงผูกปมปัญหามาห่อหุ้มเข้าไปทีละเปลาะๆ จนไปถึงข้อขัดแย้งหลัก

การเขียนนิยายก็เหมือนกับการเดินทาง คือพอเราเริ่มต้นออกเดินทางเราก็จะเห็นว่ามีเส้นทางต่างๆ เป็นทางแยกมากมายให้เราเลือกเดินไป ถ้าเราไม่มีแผนที่อยู่ในมือ เราก็ไม่รู้ว่าจะเลือกเดินไปในทิศทางใด ผลสุดท้ายก็หลงทาง การเขียนนิยายถ้าเราคิดถึงเรื่องของธีมเอาไว้ก่อน ก็เหมือนเราได้ตระเตรียมวางแผนก่อนออกเดินทางคือมีแผนที่อยู่ในมือ ก่อนออกเดินทางนั่นเอง

พล็อตเรื่องเส้นเรื่องกับแก่นเรื่องจะต้องเดินไปคู่กันเสมอ ถ้าเราหลงทางเห็นอะไรสนุกก็ใส่ๆ เข้าไป เมื่อใส่ข้อขัดแย้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแก่นเรื่องก็ส่งผลให้เราไม่สามารถจะสรุปเรื่องได้ในตอนจบ จนทำให้นิยายของเราจบเรื่องไม่ลง

เมื่อเราสร้างตัวละครมาโดยมีแก่นของเรื่องเป็นกรอบแบบนี้ จะทำให้ตัวละครโดดเด่น เพราะจะไม่มีเนื้อหาที่ย้อนแย้งกันไปมา ตัวละครดูมีจิตวิญญาณจริงๆ เพราะธีมจะเป็นเหมือนกรอบเหล็ก คอยกำกับเส้นให้องค์ประกอบอื่นๆ ของเรื่องที่เราสร้างขึ้น ไม่ออกไปนอกลู่นอกทาง และสามารถที่จะมาสนับสนุนกันได้อย่างลงตัว

สรุป

มาถึงตรงนี้ทุกท่านก็คงจะนึกภาพออกแล้วว่า หัวใจของเรื่องก็คือความคิดรวบยอดของความหมายที่นักเขียนจะสื่อถึงผู้อ่าน เป็นความหมายแอบแฝงอยู่ภายในเนื้อเรื่อง ที่จะถูกเผยออกมาทีละเปลาะๆ ในเวลที่เหมาะสม ด้วยวิธีการที่แยบยลน่าสนใจ และเมื่อปมปัญหาข้อขัดแย้งสุดท้ายหรือจุดไคลแม็คคลี่คลายลง ก็จะเผยให้เห็นแก่นสารของเรื่องอันน่าประทับใจ