girls image
The vanz boy 4

เด็กแว้นซ์ 4

คุณคือ...เออ! "

"เอยะคะ" เป็นเธอจริงๆ ด้วย เมื่อไม่มีบิ๊กอายสีฟ้ากับวิกผมสีบลอนด์ ทำให้เธอดูแปลกตาไป แต่ก็สวยไปอีกแบบ

"ไม่คิดว่าจะได้พบคุณที่นี่ ผมเพียงแต่เบื่อเพื่อนๆ ที่คุยเสียงดังลิ้นไก่สั้น เลยเดินออกมานั่งเล่นที่นี่ ไม่คิดว่าจะได้มาเจอกับคนที่มีความรู้สึกเบื่อที่จะฟังแต่เรื่องไร้สาระคล้ายๆ กัน

ไม่คะ...ฉันซ่อมดู๋ยูก้า"

เอ๋อ!...คืออะไรอะ?..."

"ฉันอยู่บนนั้นคะ ฉันซ่อมอยู่ก๊ะ" เธอชึ้มือขึ้นไปบนห้องๆ หนึ่งของชั้น 3 ที่มีไฟเปิดสว่างไสวอยู่ประกอบ จึงทำให้เขานึกถึงคำๆ หนึ่งในภาษาพื้นบ้านที่กำลังฮิตอยู่ในโลกโซเชียลขณะนี้ขึ้นมาได้

"อ๋อ!...ซอมเบิ่งอยู่เด้อ" *****

ใช่คะถูก...แมนแหล่ว! ฉันเฝ้ามองดูอยู่ที่นั่น ฉันจึงสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ฉันเห็นทีมงานดำเรซซิ่งสปอร์ตหลายคนเข้ามาที่นี่ ฉันจึงมั่นใจว่าฉันจะได้พบคุณที่นี่คะ"

เธอตอบด้วยภาษาไทยของคนต่างด้าว และตามแบบฉบับของสาวนอกคือตรงๆ ไม่มีอ้อมค้อม เขาอยากจะบอกกับเธอเหลือเกินว่า ในหัวใจของเขานั้น ก็เฝ้ามองแต่เธออยู่ในทุกลมหายใจเช่นกัน แต่เกรงไปว่าจะกลายเป็นมุกเสี่ยวๆ ให้เธอและผองเพื่อนได้ขำกลิ้งไปได้ตลอดทั้งปี จึงได้เฉไฉพูดไปทางอื่น

"ตรงนี้บรรยากาศดีนะสุนัขตัวนี้น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับร้านแห่งนี้ไม่มากก็น้อย"

"อ๋อ! ฮาจิโกะ เป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ แต่คงไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับร้านนี้มากนักหรอกคะ เพราะร้านนี้มีชื่อว่าฮารุแปลว่าฤดูใบไม้ผลิ ส่วนโรงแรมชื่อมัสสึโมโตะก็เป็นชื่อของปราสาทที่มีชื่อเสียง และสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นคะ"

"ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าสุนัขเป็นตัวแทนของความซื่อสัตย์หรือครับ?"

"ไม่ใช่่สุนัขทุกตัวนะคะ เรื่องมีอยู่ว่า ฮาจิโกะเป็นสุนัขของศาสตราจารย์อุเอโนะ ฮิเดะซะบุโร อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโตเกียว ทุกๆ วันฮาจิโกะจะมารอรับเจ้านายที่หน้าสถานีรถไฟชิบูย่า เพื่อจะได้กลับบ้านไปพร้อมกัน" เธอออกท่าทางทำมือทำไม้ประกอบเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจในภาษาที่สื่อสารให้มากที่สุด " อยู่มาวันหนึ่งศาสตราจารย์อุเอโนะเกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตกและเสียชีวิตลง ในขณะที่กำลังสอนหนังสืออย่างกะทันหัน ด้วยความไม่รู้ว่าเจ้านายของมันได้เสียชีวิตไปแล้ว ฮาจิโกะจึงยังคงมารอรับเจ้านายทุกๆ วันๆ แล้ววันเล่า เป็นเวลาถึง 10 ปี สุนัขปุกปุยตัวนี้จึงได้เสียชีวิตลง ด้วยโรคมะเร็งและติดเชื้อพยาธิที่ระบบน้ำเหลือง เจ้าสีน้ำตาลตัวนี้จึงได้กลายมาเป็นตัวแทนของความซื่อสัตย์ ตั้งแต่บัดนั้น ต่อมาอนุสาวรีย์ของมันจึงถูกสร้างขึ้น ในบริเวณที่จอมภัคดีได้เสียชีวิตลงนั่นเอง ซึ่งถ้าจะเกี่ยวกันก็คงเป็นผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง หรือทุกคนของเจ้าของสถานที่แห่งนี้ คงจะมีความรู้สึกดีๆ กับฮาจิโกะ จึงได้สร้างรูปจำลองของมันขึ้นมาไว้ที่นี่

ฮาจิโกะมีความเป็นมาน่าทึ่งมาก แต่เรื่องมันฟังดูเศร้าๆ ยังไงก็ไม่รู้นะครับ"

"ใช่คะมันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก"

"บริษัทของคุณจะมีสังสรรค์กันบ่อยๆ หรือครับ?"

"ใช่คะ! ในครั้งนี้เรามีเลี้ยงขอบคุณพนักงานที่ทำยอดขายได้เกินเป้า"

"หมายความว่าคุณเลี้ยงขอบคุณพนักงานหรือครับ?"

"ใช่คะ!... ฟังไม่ผิดหรอก"

"งั้นคุณก็เป็นเจ้าของคามายาสึนะซิ"

"คามายาสึเป็นธุรกิจของครอบครัว ตอนนี้พี่ชายดูแลอยู่"

"โอ๊ะ! ต้องขอโทษอย่างแรงเลยที่เข้าใจคุณผิดมาตลอด ผมคิดว่าคุณเป็นพนักงานของคามายาสึเสียอีก"

ไม่ต้องมาขอโทษฉันหรอก เป็นฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณๆ ที่มองฉันว่า เป็นส่วนหนึ่งของคามายาสึได้"

"เกือบซวยแล้วไหมละกูไม่ได้ดูตาม้าตาเรือเลย" เขาพูดกับตัวเอง รู้สึกสับสนในสิ่งที่เกิดขึ้น หัวใจที่เคยพองโตเมื่อแรกที่ได้มาพบเธอที่นี่พลันห่อเหี่ยวลงไปสิ้น อุตส่าห์ดั้นด้นติดตามหาเธอเป็นบ้าเป็นหลัง ด้วยคิดว่าจะดีต่อใจ แต่ผลที่ปรากฏกลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง จึงดูเหมือนว่า หัวใจของเขาตอนนี้มันจะเต้นผิดจังหวะ หรือว่ามันได้แหลกสลายไปแล้ว โธ่เอ๋ย! เคยได้ยินแต่เขาเล่าว่า ศรของกามเทพนั้นมีความแม่นยำมาก ยิงแต่ละครั้งไม่เคยพลาดเป้า และมีอานุภาพรุนแรงมากพอ ที่จะเผาไหม้ให้คนที่ถูกยิงเป็นจุลไปได้ในพริบตา ไม่เคยได้นึกฝันว่าจะมาเจอเข้าจังๆ กับตัวเองแบบนี้

ในความสับสนดังกล่าวจึงทำให้เขาถึงกับนิ่งอึ้งไป บรรยากาศตรงนั้นจึงมีแต่ความเงียบงัน คือต่างฝ่ายต่างเงียบอย่างที่เรียกกันว่าเดดแอร์ ซึ่งก็ไม่พ้นไปจากการรับรู้ของอีกฝ่ายที่เฝ้าสังเกตอยู่

"ดูเหมือนว่าเหมมีอะไรในใจหรือ? บอกฉันหน่อยได้ไหม?"

"เออ! ผมคงต้องขอตัวก่อนละครับ"

"ทำไมละเหมมีอะไร? บอกฉันก่อนซิ"

"ก็ไม่มีอะไรมากหรอก คือผมไม่อยากจะผิดหวังไปมากกว่านี้"

"เหมคุณกำลังพูดถึงอะไร? บอกฉันมาตรงๆ" คำรบเร้าร้อนรนนั้น ทำให้เขาส่ายหน้าอย่างคนสิ้นหวังก่อนที่จะหลุดคำพูดออกมา "ที่รักผมกำลังจะบอกกับคุณว่าชาตินี้เราคงรักกันไม่ได้เสียแล้ว"

"ทำไมละ หรือว่าคุณมีใครในใจแล้ว?"

"ไม่หรอกครับ ผมยังไม่มีใคร เพียงแต่ผมเห็นว่า เราแตกต่างกันมากเกินกว่าจะมารักกันได้"

"ไม่หรอกคะ ไม่มีอะไรแตกต่าง เราเป็นคนเหมือนกัน คนญี่ปุ่นไม่เคยมองใครแค่รูปลักษณ์ภายนอก เราจะมองผู้คนจากภายใน อย่างที่ฉันเฝ้ามองคุณอยู่ ฉันไม่เคยลังเลที่จะเชื่อมั่นในสิ่งที่เห็น ฉันเชื่อใจคุณคะ และฉันก็อยากจะให้คุณเชื่อใจฉันเช่นกัน ฉันใจพอ คุณละใจไหม? ยูใจไหม?"

"ใจ!... ใจครับผมใจ"

เขาตะกุกตะกักพร้อมกับรีบยกมือขึ้นไปรับการสัมผัสจากมือของเธอ ที่กางนิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือออกมาเป็นรูปตัว C และกำลังยื่นมาตรงหน้า โดยคว่ำมือลงให้ปลายของนิ้วชี้แตะสัมผัสอยู่กับนิ้วหัวแม่มือ ส่วนนิ้วหัวแม่มือของเขาก็แตะอยู่กับนิ้วชี้ของเธอเช่นกัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะเกิดเป็นรูปหัวใจขึ้นมาหนึ่งดวง ตาต่อตาประสานกันนิ่งนาน เหมือนเป็นสัญญาว่าจะรักกันตลอดไป...

แต่ทันใดนั้น...

"เอยะ!... มาหลบอยู่ที่นี่เอง ตามหาตั้งนาน... อ้าว! แล้วไอ้กระจอกนั่นเป็นใครกันละ?..."

ซอมเบิ่งอยู่เด้อเป็นคำเปรียบในภาษาถิ่นของไทย ความหมายคือการเฝ้ามองดูด้วยความรัก ความห่วงใย และความหวัง (ผู้เขียน) *****