circus and phanthong image
พานทอง

ผู้หญิงผมยาวที่พานทอง

ในสมัยวัยรุ่นผมเคยมาที่อำเภอพานทองครั้งหนึ่ง ครั้งนั้น ผมได้เดินทางมาทำงานในไร่สับปะรดแห่งหนึ่งอยู่ที่อำเภอบ้านบึง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ผมได้เดินทางมาที่จังหวัดชลบุรี สิ่งแรกเลยที่ผมเห็นความแตกต่างของชลบุรีที่ไม่เหมือนใครไม่ว่าจะเป็นบ้านเกิดของผมหรือที่อื่นๆ ที่ผมเคยไปมานั่นก็คือเมฆจะลอยต่ำมาก ลอยต่ำจนน่าจะเอื้อมมือไปถึง

แต่การที่จะเห็นเมฆที่ลอยอยู่ในลักษณะนั้นเราจะต้องออกไปเขตนอกเมือง ไปในที่ๆ มีเนินเขาเตี้ยๆ เราจะสามารถมองเห็นกลุ่มเมฆลอยต่ำอยู่เหนือเนินเขา มันลอยอยู่ต่ำมากต่ำจนเราน่าจะยื่นมือไปสัมผัสมันได้ ถ้าเราปีนขึ้นไปที่เนินเขาเตี้ยๆ ที่เรามองเห็นอยู่ข้างหน้านั้นได้

ในไร่จะมีแคมป์ให้พัก ซึ่งจะคล้ายๆ กับแคมป์ของคนงานก่อสร้างทั่วไป คือปลูกเป็นห้องแถวติดๆ กัน ยาวๆ ไป มีอยู่ 2-3 แถวเรียงกัน ทำด้วยสังกะสี แต่จะถูกเรียกว่าห้องจาก คนงานรุ่นเก่าๆ เล่าให้ฟังว่า ที่เรียกแบบนั้นเพราะในสมัยก่อนที่พักแห่งนี้จะถูกทำขึ้นมาด้วยต้นจาก

คนงานส่วนใหญ่จะมาจากอำเภอพระยืนจังหวัดขอนแก่น เด็กรุ่นๆ เดียวกันกับผมที่สนิทสนมกันมากมีอยู่คนหนึ่งชื่อว่าไอ้จ๊อด แรกๆ ไอ้จ๊อดก็จะทำงานอยู่ในไร่แห่งนั้น ต่อมาได้ไปทำงานในโรงงานบะหมี่ แล้วก็เพิ่งออกจากงาน มาหาพ่อกับแม่และพี่สาวที่ยังคงทำงานอยู่ที่นั่น เพื่อรอให้มีตำแหน่งงานว่างจะได้กลับเข้ามาทำงานในไร่ตามเดิม

ขณะนั้นเองก็มีนายหน้าจากอำเภอพานทองเดินทางมาที่ไร่เพื่อหาคนงานไปเกี่ยวข้าว 10-15 คน คนงานในไร่ของเราจึงรวบรวมพรรคพวกเพื่อที่จะเดินทางไปเกี่ยวข้าว ไอ้จ๊อดได้ตกลงใจที่จะเดินทางร่วมไปกับเขาด้วย และได้มาชวนผม ตอนนั้นผมได้ลางานเอาไว้แล้วเพราะกำลังจะเดินทางกลับไปที่บ้านนอกอยู่พอดีพอเพื่อนมาชวนก็เลยไม่ลังเลที่จะเดินทางมากับพวกเขาด้วย จะได้มาเห็นกับตาตัวเองว่าแท้ที่จริงแล้วเมืองพานทองเป็นอย่างไร แถมจะได้มีค่ารถเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อยด้วย

พวกที่เดินทางไปด้วยกันในครั้งนั้นก็มีเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป บางคนก็อยู่ในระหว่างว่างงานอยู่พอดี บางคนก็ลางานไปชั่วคราวเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศในการทำงาน บางคนก็ไปเพราะค่าจ้างที่ทางนายหน้ามานำเสนอ

คืองานในไร่แห่งนั้นค่าแรงค่อนข้างถูก นั่นเพราะเป็นงานในภาคเกษตรกรรม เมื่อเทียบกับงานเกี่ยวข้าวรายได้จะแตกต่างกันมากอยู่พอสมควร แม้จะเป็นงานในภาคเกษตรเช่นเดียวกันแต่ลักษณะของการจ้างจะแตกต่างกัน เพราะงานเกี่ยวข้าวจะเป็นการจ้างเหมาเป็นงานส่วนบุคคลไม่ได้จดทะเบียนกับกรมแรงงาน เป็นการตกลงตามความพอใจของทั้งสองฝ่าย จึงมีส่วนต่างที่ตรงนี้ค่อนข้างมาก

เมื่อเดินทางไปถึงปรากฎว่าที่นายังมีน้ำท่วมขังและฝนยังคงตกชุกอยู่แม้จะปลายปีแล้ว เจ้าของนาจึงกลัวว่าน้ำจะท่วมข้าวเสียหายไปหมดจึงต้องรีบไปหาคนงานมาเกี่ยวข้าวด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง

การเกี่ยวข้าวในพื้นที่ๆ มีน้ำท่วมสูงจะลำบากมาก จะต้องเกี่ยวด้วยวิธีที่เรียกว่าเกี่ยวกำ คือเกี่ยวให้พอฟ่อนแล้วก็มัดให้เรียบร้อย เพราะว่าถ้าเราเกี่ยวแบบธรรดาที่ละกำทีละกำจะไม่มีที่ให้เราวางกำข้าวลงไปได้ เพราะในผืนนาจะเต็มไปด้วยน้ำ ต้องตลบซังข้าวเข้าหากันทำเป็นที่วาง ถ้าเราไม่มัดรวงข้าวเป็นฟ่อนให้เรียบร้อยรวงข้าวก็จะกระจัดกระจายร่วงหล่นน้ำจนได้รับความเสียหาย

นาที่เราไปเกี่ยวข้าวเจ้าของนาจะเป็นไทยพวน อยู่ติดกับริมคลองมีสะพานเล็กๆ ตั้งอยู่ ที่พักของพวกเราจะปลูกอยู่ใกล้กับสะพานข้ามคลองแห่งนั้น ติดกันจะเป็นบ้านที่ทำอิฐมอญเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน และปลูกต้นสนเป็นแถวยาวเหยียดแทนรั้ว

สะพานข้ามคลองเก่าๆ ตรงนั้นจะแปลกมาก เพราะจะมีผู้หญิงผมยาวมานั่งสางผมอยู่คนเดียวท่ามกลางแสงจันทร์ในยามค่ำคืน

วันต่อมาก็มีคนหาปลามาพบศพผู้หญิงหัวโล้นลอยขึ้นมาไม่ห่างจากสะพานแห่งนั้นมากนัก เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ลงไปกู้ศพขึ้นมา นำไปดำเนินการตามกฎหมายและจัดการทำพิธีตามหลักศาสนาต่อไป

ศพนั้นจะถูกฆ่าข่มขืนจากที่อื่นแล้วนำมาทิ้ง ปกติผมของเธอจะยาวมาก แต่คนร้ายได้โกนผมของเธอออก ก่อนที่จะนำศพมาทิ้งลงไปในคลอง เพื่ออำพรางคดี

หลังจากนั้นก็มีผู้คนในละแวกนั้นพบเห็นผู้หญิงผมยาวมานั่งหวีผมอยู่ที่สะพานแห่งนั้น ในยามค่ำคืนเป็นประจำ

ผมเองก็เคยเห็นครั้งหนึ่ง แต่เป็นช่วงหัวค่ำ ตอนแรกที่เห็นก็ตกใจมากเหมือนกัน แต่เมื่อตั้งสติได้และมานึกดูดีๆ ผมว่าอาจจะไม่ใช่ เพราะยังหัวค่ำอยู่พระอาทิตย์เพิ่งจะลับเหลี่ยมเขาไปหน่อยเดียวเอง อาจจะเป็นชาวบ้านแถวนั้นก็ได้มานั่งเล่นมาทำธุระคอยแฟนคอยแม่ที่กำลังหาปลาหรือเก็บผักเก็บหญ้าอยู่บริเวณนั้น

แต่ยอมรับว่าบรรยากาศน่ากลัวมากครับ กลางคืนจะได้ยินเสียงปลายสนเสียดสีกันดังซ่าๆ อื้ออึง มีเสียงสุนัขหอนรับกันเป็นทอดๆ เช้าขึ้นมาจะต้องมีคนใดคนหนึ่งบอกว่าเห็นผู้หญิงคนนั้นมานั่งสางผมอยู่บนสะพานท่ามกลางแสงจันทร์

ดึกๆ ก็เคยมีเพื่อนมาเรียกให้ตื่นขึ้นมาเพื่อไปเฝ้าดูผู้หญิงผมยาวคนนั้นเหมือนกัน แต่ผมก็ไม่มีโอกาศได้เห็นสักที ผมอาจจะไม่มีเซ้นส์ในทางนี้ก็เป็นได้

อย่างไรก็ตามเรื่องแบบนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล เพื่อน ที่เดินทางไปด้วยกันคนที่เขาไม่เชื่อเลยก็มี โดยส่วนต้วแม้ผมจะไม่เชื่อแต่ผมก็มิบังอาจที่จะไปลบหลู่

พานทองในสมัยก่อนนั้นจะแตกต่างจากสมัยนี้อย่างสิ้นเชิง ทุกหนทุกแห่งจะเต็มไปด้วยท้องนาสุดลูกหูลูกตา และผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้กลับมาเยือนที่อำเภอแห่งนี้ได้อีกครั้ง สถานที่ต่างๆ ในโลกของเรานั้นยากที่เราจะได้กลับมาเยือนอีกโดยมิได้คาดฝัน ดังนั้นผมจึงอยากจะขอกล่าวถึงสถานที่แห่งนี้เสียหน่อย

เมืองพานทองมีความเป็นมาดังนี้

เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาแตกสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ตีฝ่าวงล้อมของข้าศึกมาตั้งค่ายชั่วคราวอยู่ที่เมืองโป่งตามุข จะตั้งอยู่บริเวณวัดโป่งตามุข ตำบลหนองหงษ์ อำเภอพานทองในปัจจุบัน

ไม่ห่างจากสถานที่แห่งนั้นมากนักมีพรานป่าคนหนึ่งชื่อทองเป็นชาวอยุธยาได้อพยบมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ริมคลองที่ไหลลงสู่แม่น้ำบางปะกง ปัจจุบันถูกเรียกว่าคลองพานทอง

พรานทองเป็นจิตอาสาเป็นจารชน

คือคอยเป็นหูเป็นตาคอยสอดแนมความเคลื่อนไหวของข้าศึก และเป็นผู้รวบรวมกำลังพลเข้าร่วมกับกองทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

เมื่อเสร็จศึกสงครามแล้วพรานทองได้สร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมาเรียกว่าวัดพรานทอง หมู่บ้านแห่งนั้นก็ถูกเรียกว่า บ้านพรานทองเช่นเดียวกัน รวมทั้งคลองแห่งนั้นด้วย ต่อมาจึงเพี้ยนมาเป็นพานทองตราบจนถึงปัจจุบัน

วันนี้คงพอแค่นี้ก่อน ครั้งต่อไปค่อยมาลุยกันต่อในเรื่องที่ว่าด้วยวิธีเขียนนิยายต่อไปแบบเต็มๆ ขอบคุณครับ

credits:

wikipedia.org

amphoepanthong.com

วัดโป่งตามุข

วัดพานทอง